กรุงเทพมหานคร (18 เมษายน 2569) – ตลาดหุ้นไทยและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในรอบปี เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” และ “อิหร่าน” ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก นักลงทุนต่างชาติเริ่มแสดงอาการ “ขยาด” สินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย เนื่องจากกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโดมิโนที่ซ้ำเติมฐานะการคลังที่เปราะบางและฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
1. วิกฤตพลังงาน ตะวันออกกลางระอุ ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด
ชนวนเหตุสำคัญเริ่มต้นจากการยกระดับความขัดแย้งทางทหาร โดยล่าสุดมีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงและการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างหนัก นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินเตือนว่า หากราคาน้ำมันดิบยืนระยะอยู่ที่ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องเกิน 6 เดือน ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) จะตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง “เศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค” (Technical Recession) ทันที

2. ตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผชิญแรงเทขายจากต่างชาติ
แม้ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะเคยถูกมองว่าเป็น “หลุมหลบภัย” (Safe Haven) ของภูมิภาค แต่สถานการณ์ในเดือนเมษายนกลับพลิกผัน ดัชนี SET Index ปรับตัวร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดหลุดระดับสำคัญมาอยู่ที่ประมาณ 1,470 – 1,480 จุด * Fund Flow ไหลออก: นักลงทุนต่างชาติเริ่มเปลี่ยนสถานะเป็น “ขายสุทธิ” เนื่องจากกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกดดันกำไรของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ขนส่ง และวัสดุก่อสร้าง
- ต้นทุนการผลิตพุ่ง: เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) สูงขึ้น ต้นทุนค่าไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมจะขยับตาม ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอาจลดลง
3. ฐานะการคลังเปราะบาง หนี้สาธารณะจ่อชนเพดาน 70%
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลมากที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องหุ้นตก แต่คือ “พื้นที่ทางการคลัง” (Fiscal Space) ของรัฐบาลไทยที่เหลือน้อยเต็มที ข้อมูลล่าสุดระบุว่า:
- ระดับหนี้สาธารณะ: ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2569 หนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ซึ่งขยับเข้าใกล้เพดานหนี้ที่กำหนดไว้ที่ 70% มากขึ้นทุกขณะ
- ภาระการอุดหนุน: หากรัฐบาลต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30-33 บาทต่อลิตร เพื่อลดค่าครองชีพ จะต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณแผ่นดินมหาศาล ซึ่งในภาวะที่จัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า การกู้เงินเพิ่มเติมอาจทำได้ยากขึ้นและเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ
4. ผลกระทบลูกโซ่ เงินเฟ้อพุ่ง – การบริโภคหดตัว
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ราคาน้ำมัน แต่กำลังลามไปสู่ค่าครองชีพในวงกว้าง:
- เงินเฟ้อ: คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงขึ้นกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ เดิมทีมีการคาดหวังว่าดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อเงินเฟ้อพุ่งแรงจากการนำเข้าพลังงาน (Cost-Push Inflation) ทำให้ กนง. อาจต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป
- กำลังซื้อระดับล่าง: เมื่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตามต้นทุนขนส่ง ประชาชนที่มีหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้วจะยิ่งรัดเข็มขัด ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักเริ่มอ่อนแรงลง
5. มุมมองนักวิเคราะห์: ทางออกและกลยุทธ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบ “ประคับประคอง” มากกว่า “อัดฉีดปูพรม” โดยควรเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันโดยตรง พร้อมกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น EEC หรือ Land Bridge เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาต่างชาติ
บทสรุป: สงครามในตะวันออกกลางไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเงาที่ทอดทับเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่คลี่คลายในเร็ววัน ไทยอาจต้องเตรียมรับมือกับ “ปีที่ท้าทายที่สุด” ทั้งในด้านตลาดทุนและความมั่นคงทางพลังงาน
ติดตามข่าวออนไลน์ได้ทุกวันที่ Hitwinnews
ศูนย์รวมความบันเทิงออนไลน์ครบวงจร Hitwinbet